โครงสร้างผู้ถือหุ้นและสิทธิออกเสียง 58.0% ผ่านมติสามัญได้ แต่ไม่ถึงมติพิเศษ
ต้องอ่านคู่กับเกณฑ์มติ| กลุ่มผู้ถือหุ้น | ราย | หุ้น | สัดส่วน | ผ่านมติสามัญเองได้หรือไม่ |
|---|---|---|---|---|
| ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ (ครอบครัวผู้ก่อตั้ง) | 3 | 348,000,000 | 58.0% | ได้ |
| นักลงทุนสถาบัน | 4 | 126,000,000 | 21.0% | ไม่ได้ |
| กรรมการและผู้บริหาร | 11 | 66,000,000 | 11.0% | ไม่ได้ |
| พนักงานตามโครงการหุ้นพนักงาน | 18 | 36,000,000 | 6.0% | ไม่ได้ |
| ผู้ถือหุ้นรายอื่น | 6 | 24,000,000 | 4.0% | ไม่ได้ |
| รวม | 42 | 600,000,000 | 100.0% |
3 + 4 + 11 + 18 + 6 = 42 ราย ✓ · 348 + 126 + 66 + 36 + 24 = 600 ล้านหุ้น ✓ ตรงกับทุนที่ชำระแล้ว ฿600.00M ในหน้า 200 · 58.0 + 21.0 + 11.0 + 6.0 + 4.0 = 100.0% ✓ · ระยะห่างจากมติพิเศษ 75.0 − 58.0 = 17.0 จุด
ความต่างระหว่างมติสามัญกับมติพิเศษเป็นเส้นแบ่งที่กำหนดว่าผู้ถือหุ้นกลุ่มอื่นมีเสียงจริงในเรื่องใดบ้าง — มติสามัญใช้เสียงข้างมากของผู้มาประชุมและออกเสียง ซึ่งกลุ่มรายใหญ่ที่ถือ 58.0% ผ่านได้เองทุกครั้ง · ส่วนมติพิเศษต้องใช้คะแนนไม่น้อยกว่าสามในสี่ ซึ่งกลุ่มรายใหญ่ยังขาดอยู่ 17.0 จุด จึงต้องได้เสียงจากนักลงทุนสถาบันหรือกลุ่มอื่นอย่างน้อยบางส่วน · เรื่องที่ต้องใช้มติพิเศษได้แก่ การเพิ่มทุนหรือลดทุน การแก้ไขหนังสือบริคณห์สนธิและข้อบังคับ การควบบริษัท และการเลิกบริษัท ซึ่งเป็นเรื่องที่กระทบสิทธิของผู้ถือหุ้นทุกคนโดยตรง · ผลในทางปฏิบัติคือวาระทั่วไปเช่นการรับรองงบการเงินและการแต่งตั้งกรรมการจะผ่านเสมอ ส่วนวาระที่เปลี่ยนโครงสร้างทุนต้องเจรจากับนักลงทุนสถาบันล่วงหน้า · ระบบจึงแสดงเกณฑ์มติที่ใช้ควบคู่กับทุกวาระในหน้า 203 ไม่ใช่แสดงเฉพาะผลการลงคะแนน เพราะการรู้ว่าวาระใดต้องใช้เกณฑ์ใดเปลี่ยนความหมายของผลการลงคะแนนทั้งหมด
โครงการหุ้นพนักงานที่ครอบคลุม 0.73% 18 คนจากพนักงาน 2,458 คน
| กลุ่ม | จำนวนคน | สัดส่วนของพนักงาน | หุ้นที่ถือ | เฉลี่ยต่อคน |
|---|---|---|---|---|
| พนักงานที่ได้รับหุ้นตามโครงการ | 18 | 0.73% | 36,000,000 | 2,000,000 หุ้น |
| พนักงานที่ไม่ได้รับ | 2,440 | 99.27% | 0 | 0 หุ้น |
| พนักงานทั้งหมด | 2,458 | 100.0% | 36,000,000 |
18 + 2,440 = 2,458 คน ✓ ตรงกับจำนวนพนักงานในโมดูล 06 และ 22 · 18 ÷ 2,458 = 0.73% · 36,000,000 ÷ 18 = 2,000,000 หุ้นต่อคน คิดเป็นมูลค่าตามบัญชี ฿6.27M ต่อคน
โครงการที่ครอบคลุมพนักงาน 0.73% ไม่ควรเรียกว่าโครงการหุ้นพนักงาน เพราะชื่อทำให้เข้าใจว่าเป็นสวัสดิการที่พนักงานทั่วไปได้รับ — ชื่อที่ตรงกว่าคือโครงการหุ้นสำหรับผู้บริหารระดับสูง ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริง · ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การให้หุ้นแก่คนกลุ่มเล็ก ซึ่งเป็นเรื่องปกติและมีเหตุผล แต่อยู่ที่การเรียกชื่อที่ทำให้เข้าใจผิด · ในเอกสารที่เผยแพร่ต่อสาธารณะ การระบุว่ามีโครงการหุ้นพนักงานโดยไม่ระบุความครอบคลุม อาจถูกอ่านว่าบริษัทมีการกระจายความเป็นเจ้าของไปสู่พนักงาน ซึ่งไม่ตรงกับความจริง · ระบบจึงแสดงจำนวนคนและสัดส่วนของพนักงานคู่กับตัวเลขหุ้นเสมอ ไม่แสดงเฉพาะจำนวนหุ้น · ตัวเลข 2,000,000 หุ้นต่อคนคิดเป็นมูลค่าตามบัญชี ฿6.27M ต่อคน ซึ่งเป็นจำนวนที่ต้องเปิดเผยเมื่อผู้รับเป็นกรรมการหรือผู้บริหารระดับสูง เพราะเป็นค่าตอบแทนรูปแบบหนึ่ง · เรื่องนี้เชื่อมกับโมดูล 06 ทรัพยากรบุคคลที่ต้องรายงานค่าตอบแทนรวม และโมดูล 13 บัญชีที่ต้องบันทึกค่าใช้จ่ายจากการให้หุ้น
ข้อจำกัดการซื้อขายหุ้นของผู้ที่รู้ข้อมูลภายใน ขึ้นกับประเภทบริษัทที่ยังไม่ยืนยัน
| กลุ่ม | จำนวน | ถือหุ้นหรือไม่ | ข้อจำกัดถ้าเป็นบริษัทจดทะเบียน | สถานะปัจจุบัน |
|---|---|---|---|---|
| กรรมการ | 9 | ถือ | ห้ามซื้อขายช่วงก่อนเปิดเผยงบ · ต้องรายงานการถือครอง | รอยืนยัน |
| ผู้บริหารระดับสูง | 2 | ถือ | ห้ามซื้อขายช่วงก่อนเปิดเผยงบ | รอยืนยัน |
| ผู้เข้าถึงตัวเลขก่อนเผยแพร่ | 68 | บางส่วน | ต้องอยู่ในทะเบียนผู้รู้ข้อมูลภายใน | ยังไม่มีทะเบียน |
| ผู้สอบบัญชีและที่ปรึกษา | 14 | ไม่ถือ | ผูกพันตามสัญญารักษาความลับ | มีสัญญาแล้ว |
ผู้ที่รู้ข้อมูลที่มีนัยสำคัญก่อนเปิดเผยต่อสาธารณะจะตกอยู่ในข้อจำกัดการซื้อขายหลักทรัพย์ ถ้าบริษัทเป็นบริษัทจดทะเบียน — และการซื้อขายในช่วงนั้นเป็นความผิดที่มีโทษทั้งทางแพ่งและทางอาญา · ปัจจุบันมีผู้เข้าถึงตัวเลขงบการเงินก่อนเผยแพร่ 68 คน ซึ่งเป็นจำนวนที่มากและยังไม่มีทะเบียนผู้รู้ข้อมูลภายใน ทำให้ไม่มีทางรู้ว่าใครรู้อะไรเมื่อไร · ทะเบียนนี้ไม่ใช่แค่เอกสารตามระเบียบ แต่เป็นสิ่งที่ใช้พิสูจน์ได้ทั้งสองทาง คือใช้ตรวจว่ามีการรั่วไหลหรือไม่ และใช้ยืนยันว่าคนที่ถูกกล่าวหาไม่ได้อยู่ในรายชื่อผู้รู้ · กรรมการ 9 คนและผู้บริหารระดับสูง 2 คนที่ถือหุ้นเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงสุด เพราะรู้ข้อมูลและมีหุ้นที่ซื้อขายได้ · ระบบจึงบันทึกทุกครั้งที่มีการเข้าถึงตัวเลขที่ยังไม่เผยแพร่ พร้อมชื่อและเวลา แม้จะยังไม่ยืนยันประเภทบริษัท เพราะการเริ่มบันทึกย้อนหลังทำไม่ได้ · เมื่อยืนยันแล้วว่าเป็นบริษัทจดทะเบียน ข้อมูลที่บันทึกไว้แล้วจะกลายเป็นทะเบียนผู้รู้ข้อมูลภายในทันที
การเปลี่ยนแปลงทะเบียนผู้ถือหุ้นปีนี้ 6 ครั้ง · แจ้งช้ากว่ากำหนด 2 ครั้ง
| ประเภทรายการ | ครั้ง | หุ้นที่เปลี่ยนมือ | แจ้งภายในกำหนด | ผลถ้าแจ้งช้า |
|---|---|---|---|---|
| โอนหุ้นระหว่างผู้ถือหุ้นเดิม | 3 | 18,000,000 | 3 | ไม่กระทบสัดส่วนกลุ่ม |
| โอนหุ้นให้ทายาท | 2 | 12,000,000 | 0 | ผู้รับโอนอาจใช้สิทธิในที่ประชุมไม่ได้ |
| เปลี่ยนแปลงที่อยู่ผู้ถือหุ้น | 1 | — | 1 | หนังสือเชิญประชุมส่งไม่ถึง |
| รวม | 6 | 30,000,000 | 4 |
ทะเบียนผู้ถือหุ้นที่ไม่เป็นปัจจุบันกระทบสิทธิของผู้ถือหุ้นโดยตรง — เพราะสิทธิในการเข้าประชุมและออกเสียงเป็นของผู้ที่มีชื่อในทะเบียน ณ วันที่กำหนด ไม่ใช่ของผู้ที่ซื้อหุ้นแล้วแต่ยังไม่ได้จดทะเบียนโอน · การโอนหุ้นให้ทายาท 2 ครั้งที่ยังไม่แจ้งภายในกำหนด ทำให้ผู้รับโอนอาจใช้สิทธิในที่ประชุมสามัญไม่ได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่มักถูกพบตอนวันประชุมและแก้ไม่ทัน · หน้าที่ยื่นบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นต่อนายทะเบียนภายในกำหนดที่กฎหมายวางไว้เป็นหน้าที่ของบริษัท ไม่ใช่ของผู้ถือหุ้น การไม่ยื่นหรือยื่นล่าช้ามีโทษปรับตามกฎหมาย · แบบและกำหนดเวลาที่ใช้ขึ้นกับประเภทบริษัท ซึ่งเป็นข้อขัดแย้งที่หน้า 200 พบว่ายังไม่ยืนยัน จึงเป็นอีกเหตุผลที่ต้องยืนยันโดยเร็ว · ระบบเตือนล่วงหน้า 7 วันก่อนครบกำหนดทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลงทะเบียน แต่การเตือนไปที่เลขานุการบริษัทเพียงคนเดียว ซึ่งเป็นจุดเดียวที่ถ้าคนนั้นไม่อยู่จะไม่มีใครทำแทน
สิ่งที่หน้านี้แสดงและไม่แสดง ข้อมูลผู้ถือหุ้นเป็นข้อมูลส่วนบุคคล
ทะเบียนผู้ถือหุ้นเป็นเอกสารที่ผู้ถือหุ้นมีสิทธิตรวจดูได้ตามที่กฎหมายกำหนด แต่สิทธิตรวจดูไม่เท่ากับสิทธินำไปใช้ — ชื่อและที่อยู่ของผู้ถือหุ้นเป็นข้อมูลส่วนบุคคลตาม พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล 2562 · การแสดงรายชื่อผู้ถือหุ้นทั้งหมดบนหน้าจอที่ผู้ถือหุ้นทุกคนเข้าถึงได้ ไม่ใช่การใช้สิทธิตรวจดูตามกฎหมาย แต่เป็นการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของคนหนึ่งให้อีกคนหนึ่ง · ระบบจึงแสดงเป็นกลุ่มและสัดส่วน ส่วนการขอตรวจดูทะเบียนฉบับเต็มต้องยื่นคำขอเป็นรายครั้งพร้อมระบุวัตถุประสงค์ และมีบันทึกว่าใครขอดูเมื่อไร · ชื่อผู้ถือหุ้นรายใหญ่เป็นข้อมูลที่ต้องเปิดเผยตามกฎหมายอยู่แล้ว จึงแสดงได้ · จำนวนหุ้นที่พนักงานแต่ละคนได้รับเป็นค่าตอบแทนรูปแบบหนึ่ง จึงเป็นข้อมูลส่วนบุคคลเช่นเดียวกับเงินเดือน ยกเว้นกรณีที่ผู้รับเป็นกรรมการหรือผู้บริหารระดับสูงซึ่งกฎหมายกำหนดให้เปิดเผย
ต้นแบบ — ข้อมูลตัวอย่าง · ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ 3 รายถือรวม 58.0% ซึ่งผ่านมติสามัญได้เองทุกวาระ แต่ยังขาดอีก 17.0 จุดจึงจะถึงมติพิเศษที่ต้องใช้สามในสี่ เรื่องเพิ่มทุนและแก้ข้อบังคับจึงต้องอาศัยเสียงจากกลุ่มอื่นเสมอ · โครงการหุ้นพนักงานครอบคลุมพนักงาน 18 คนจาก 2,458 คน หรือ 0.73% การเรียกว่าโครงการหุ้นพนักงานทำให้เข้าใจว่าครอบคลุมทั่วถึง · กรรมการและผู้บริหาร 11 รายถือหุ้น 11.0% ซึ่งต้องมีข้อจำกัดการซื้อขายในช่วงก่อนเปิดเผยงบการเงิน แต่ข้อจำกัดที่ใช้ขึ้นกับประเภทบริษัทซึ่งยังไม่ยืนยันในหน้า 200 · การแจ้งเปลี่ยนแปลงทะเบียนช้ากว่ากำหนด 2 ครั้งจาก 6 ครั้ง ทะเบียนที่ไม่เป็นปัจจุบันกระทบสิทธิในการประชุม