เข้าถึงได้ 100% กับใช้จริง 46.7% ตัวเลขสองตัวที่มักถูกใช้แทนกัน
ต้องแยกให้ชัด| กลุ่มพนักงาน | จำนวน | สัดส่วนของพนักงาน | ใช้จริงใน 90 วัน | อัตราการใช้ | อุปสรรคหลัก |
|---|---|---|---|---|---|
| พนักงานสำนักงาน | 486 | 19.8% | 462 | 95.1% | ไม่มี |
| พนักงานโรงงาน | 1,684 | 68.5% | 542 | 32.2% | ไม่มีคอมพิวเตอร์ระหว่างทำงาน |
| พนักงานภาคสนาม | 288 | 11.7% | 144 | 50.0% | ใช้ได้บนโทรศัพท์แต่สัญญาณไม่เสถียร |
| รวม | 2,458 | 100.0% | 1,148 | 46.7% |
486 + 1,684 + 288 = 2,458 คน ✓ ตรงกับจำนวนพนักงานในโมดูล 06 และ 22 · 462 + 542 + 144 = 1,148 คน ✓ · 1,148 ÷ 2,458 = 46.7% · 19.8 + 68.5 + 11.7 = 100.0% ✓
ตัวชี้วัดที่ว่าพนักงานเข้าถึงระบบได้ 100% เป็นจริงตามนิยาม เพราะทุกคนมีบัญชีผู้ใช้ — แต่ไม่ได้บอกว่าระบบทำหน้าที่ของมันหรือไม่ · กลุ่มที่ใหญ่ที่สุดคือพนักงานโรงงาน 1,684 คนหรือ 68.5% ของพนักงานทั้งหมด และเป็นกลุ่มที่ใช้น้อยที่สุดที่ 32.2% · ผลที่เกิดจริงคือเรื่องที่ควรทำเองผ่านช่องทางนี้ เช่นการดูสลิปเงินเดือนและการยื่นลา ตกไปอยู่กับหัวหน้างานซึ่งทำแทนให้ · การให้หัวหน้างานทำแทนสร้างปัญหาสองอย่าง อย่างแรกคือหัวหน้าเห็นข้อมูลส่วนบุคคลของลูกน้องมากกว่าที่จำเป็น อย่างที่สองคือพนักงานไม่เคยเห็นข้อมูลของตัวเองโดยตรง · ทางแก้ไม่ใช่การบังคับให้พนักงานโรงงานใช้ระบบ แต่คือทำให้ใช้ได้จริงในสภาพการทำงานของเขา เช่นจุดบริการตนเองที่โรงอาหารและการใช้งานผ่านโทรศัพท์ที่ทำงานได้แม้สัญญาณไม่ดี · ระบบจึงวัดอัตราการใช้จริงแยกตามกลุ่มเป็นตัวชี้วัดหลัก และไม่แสดงตัวเลขการเข้าถึง 100% เลย
ข้อมูลที่ระบบเก็บกับที่เจ้าของเห็นได้ 68 ประเภท เห็นได้ 24 ประเภท
| หมวดข้อมูล | ประเภทที่เก็บ | ที่เจ้าของเห็นได้ | มีเหตุผลที่ไม่ให้เห็นหรือไม่ |
|---|---|---|---|
| ข้อมูลประวัติและการจ้างงาน | 14 | 12 | เห็นเกือบครบ |
| ค่าตอบแทนและสิทธิประโยชน์ | 11 | 9 | เห็นเกือบครบ |
| การประเมินผลและการพัฒนา | 13 | 3 | บางรายการไม่มีเหตุผล |
| เวลาทำงานและการลา | 9 | 0 | ไม่มีเหตุผล |
| สุขภาพและความปลอดภัย | 8 | 0 | มีบางส่วน |
| บันทึกการสอบสวนและวินัย | 7 | 0 | มีเหตุผลระหว่างสอบสวน |
| ข้อมูลที่ระบบสร้างขึ้นเอง | 6 | 0 | ไม่มีเหตุผล |
| รวม | 68 | 24 |
14 + 11 + 13 + 9 + 8 + 7 + 6 = 68 ประเภท ✓ · 12 + 9 + 3 = 24 ประเภทที่เจ้าของเห็นได้ = 35.3% · หมวดที่เจ้าของไม่เห็นเลยมี 4 หมวด รวม 30 ประเภท
เจ้าของข้อมูลมีสิทธิขอเข้าถึงและขอรับสำเนาข้อมูลส่วนบุคคลของตนตาม พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล 2562 — ซึ่งหมายความว่าข้อมูล 44 ประเภทที่ปัจจุบันเจ้าของไม่เห็นในระบบ ยังต้องให้เมื่อมีการยื่นคำขอ · ความต่างระหว่างการแสดงในระบบกับการให้เมื่อขอคือความสะดวก ไม่ใช่สิทธิ แต่ในทางปฏิบัติ สิ่งที่ต้องยื่นคำขอจึงจะได้ดูคือสิ่งที่แทบไม่มีใครได้ดู · หมวดเวลาทำงานและการลา 9 ประเภทที่เจ้าของไม่เห็นเลยเป็นกรณีที่ไม่มีเหตุผลรองรับ เพราะเป็นข้อมูลที่พนักงานเป็นคนสร้างขึ้นเองจากการมาทำงาน · หมวดข้อมูลที่ระบบสร้างขึ้นเอง 6 ประเภทเป็นกรณีที่ต้องอธิบายมากที่สุด เช่นคะแนนความเสี่ยงการลาออกที่ระบบคำนวณ ซึ่งพนักงานไม่รู้ว่ามีอยู่ · บันทึกการสอบสวนและวินัย 7 ประเภทมีเหตุผลที่ไม่ให้เห็นระหว่างการสอบสวน เพราะอาจกระทบรูปคดี แต่เมื่อสอบสวนเสร็จแล้วต้องให้เห็น · ระบบจึงต้องแยกให้ชัดระหว่างที่ไม่ให้เห็นชั่วคราวกับที่ไม่ให้เห็นถาวร ซึ่งปัจจุบันยังไม่แยก
คำขอใช้สิทธิของเจ้าของข้อมูล 34 คำขอ · ตอบทันกำหนด 18 คำขอ
| ประเภทคำขอ | คำขอ | ตอบทัน 30 วัน | เกินกำหนด | เวลาเฉลี่ย |
|---|---|---|---|---|
| ขอเข้าถึงและขอสำเนาข้อมูลของตน | 18 | 9 | 9 | 34 วัน |
| ขอแก้ไขข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง | 9 | 7 | 2 | 22 วัน |
| ขอให้ลบข้อมูลที่หมดความจำเป็น | 4 | 1 | 3 | 48 วัน |
| ขอคัดค้านการประมวลผล | 3 | 1 | 2 | 52 วัน |
| รวม | 34 | 18 | 16 | 34 วัน |
18 + 9 + 4 + 3 = 34 คำขอ ✓ · 9 + 7 + 1 + 1 = 18 คำขอที่ตอบทัน = 52.9% · เกินกำหนด 16 คำขอ = 47.1% · ประเภทที่ช้าที่สุดคือการขอคัดค้านการประมวลผลที่ 52 วัน
กฎหมายกำหนดให้ตอบคำขอใช้สิทธิของเจ้าของข้อมูลภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับคำขอ — การตอบทันเพียง 52.9% หมายความว่าเกือบครึ่งของคำขอเกินกำหนดที่กฎหมายวางไว้ · สาเหตุหลักคือข้อมูลกระจายอยู่ในหลายระบบและต้องรวบรวมด้วยมือ คำขอเข้าถึงข้อมูลหนึ่งคำขอต้องดึงจาก 6 ระบบและใช้เวลารวบรวมเฉลี่ย 11 วันก่อนเริ่มพิจารณา · คำขอคัดค้านการประมวลผล 3 คำขอเป็นประเภทที่ช้าที่สุดที่ 52 วัน และเป็นประเภทที่สำคัญที่สุด เพราะเป็นคำขอของผู้ที่ไม่ต้องการให้ระบบนำข้อมูลของตนไปประมวลผลบางอย่าง · ทั้งสามคำขอเป็นเรื่องเดียวกันคือคัดค้านการนำข้อมูลไปใช้ประเมินผลด้วยระบบอัตโนมัติ ซึ่งเชื่อมกับเรื่องที่หน้า 207 จะกล่าวถึง · การตอบช้ากว่ากำหนดไม่ได้แปลว่าปฏิเสธ แต่เป็นการไม่ปฏิบัติตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งเจ้าของข้อมูลร้องเรียนต่อหน่วยงานกำกับได้ · ระบบจึงเริ่มนับเวลาตั้งแต่วันที่รับคำขอและเตือนที่วันที่ 20 ไม่ใช่วันที่ 29
สิ่งที่พนักงานทำเองได้ในช่องทางนี้ และสิ่งที่ยังต้องผ่านคนอื่น
| เรื่อง | ทำต่อปี | ทำเองได้หรือไม่ | ผู้อนุมัติ | กลุ่มที่ทำเองไม่ได้ในทางปฏิบัติ |
|---|---|---|---|---|
| ดูสลิปเงินเดือนและหนังสือรับรอง | 29,496 | ได้ | ไม่ต้องอนุมัติ | พนักงานโรงงาน 67.8% |
| ยื่นใบลาและดูวันลาคงเหลือ | 8,642 | ได้ | หัวหน้างาน | พนักงานโรงงาน 67.8% |
| แก้ไขข้อมูลติดต่อและผู้รับผลประโยชน์ | 1,286 | ได้ | ฝ่ายบุคคลตรวจ | — |
| ดูผลประเมินและให้ความเห็น | 2,458 | ดูได้ ให้ความเห็นไม่ได้ | — | ทุกกลุ่ม |
| ขอใช้สิทธิของเจ้าของข้อมูล | 34 | ยังไม่มีช่องทาง | ต้องยื่นเป็นเอกสาร | ทุกกลุ่ม |
| ร้องเรียนเรื่องที่กระทบตนเอง | 86 | มีช่องทางแต่ไม่ระบุตัวไม่ได้ | ฝ่ายบุคคล | ทุกกลุ่ม |
สลิปเงินเดือน 2,458 คน × 12 เดือน = 29,496 ครั้งต่อปี · ผลประเมิน 2,458 คน × 1 ครั้งต่อปี = 2,458 ครั้ง · พนักงานที่ทำเองไม่ได้ในทางปฏิบัติคือพนักงานโรงงานที่ไม่ได้ใช้ระบบ 1,142 คน = 67.8% ของพนักงานโรงงาน
สองแถวล่างเป็นเรื่องที่กระทบสิทธิของพนักงานโดยตรงและยังทำเองไม่ได้ — การดูผลประเมินทำได้แต่ให้ความเห็นโต้แย้งไม่ได้ และการขอใช้สิทธิของเจ้าของข้อมูลยังไม่มีช่องทางในระบบเลย ต้องยื่นเป็นเอกสารกับฝ่ายบุคคล · การต้องยื่นเอกสารกับฝ่ายบุคคลเพื่อขอดูข้อมูลของตัวเอง เป็นอุปสรรคที่ทำให้แทบไม่มีใครใช้สิทธิ ตัวเลข 34 คำขอจากพนักงาน 2,458 คนคิดเป็น 1.4% · ตัวเลขที่ต่ำนี้ไม่ได้แปลว่าพนักงานพอใจ อาจแปลว่าไม่รู้ว่ามีสิทธิหรือรู้แต่ไม่สะดวกพอที่จะใช้ · การร้องเรียนที่ไม่ระบุตัวตนไม่ได้เป็นข้อจำกัดที่สำคัญ เพราะเรื่องร้องเรียนที่กระทบพนักงานหนักที่สุดมักเป็นเรื่องที่ผู้ร้องกลัวผลกระทบ · ทั้งสามเรื่องนี้เป็นสิ่งที่หน้า 207 และ 210 จะแก้ · และการที่พนักงานโรงงาน 1,142 คนทำเรื่องพื้นฐานอย่างการดูสลิปเงินเดือนเองไม่ได้ เป็นเรื่องที่ต้องแก้ก่อนเรื่องอื่นทั้งหมด เพราะเป็นฐานที่ทำให้สิทธิอื่นใช้ได้จริง
หลักการที่บังคับไว้ในช่องทางนี้ สิ่งที่ระบบไม่ให้ทำ
หลักการที่บังคับไว้ทั้งหมดตั้งอยู่บนข้อเดียวคือ ข้อมูลของพนักงานเป็นข้อมูลส่วนบุคคลของเขา ไม่ใช่ของบริษัท — บริษัทเป็นผู้ควบคุมข้อมูลที่มีหน้าที่ตามกฎหมาย ไม่ใช่เจ้าของ · การบันทึกการเข้าถึงทุกครั้งรวมถึงหัวหน้างานและฝ่ายบุคคลเป็นข้อที่มักถูกคัดค้านว่าไม่ไว้ใจกัน แต่บันทึกนี้ปกป้องคนที่เข้าถึงมากกว่า เพราะเมื่อมีข้อกล่าวหาว่าข้อมูลรั่ว บันทึกคือสิ่งที่พิสูจน์ว่าใครเข้าถึงและใครไม่ได้เข้าถึง · ข้อห้ามใช้ข้อมูลการเข้าใช้ระบบประเมินพนักงานเป็นข้อที่ต้องเขียนไว้ชัด เพราะเป็นข้อมูลที่มีอยู่แล้วและนำไปใช้ได้ง่าย · ถ้าไม่ห้ามไว้ จะเกิดสิ่งเดียวกับที่หน้า 194 พบเรื่องใบบันทึกเวลา คือเมื่อรู้ว่าถูกวัด ทุกคนจะทำให้ตัวเลขดูดีโดยไม่เกี่ยวกับงานจริง · ข้อที่ยังไม่ทำคือการแจ้งเมื่อ AI มีส่วนในการตัดสินใจที่กระทบพนักงาน ซึ่งเป็นข้อที่สำคัญที่สุดในโมดูลนี้ และเป็นเรื่องหลักของหน้า 207
ต้นแบบ — ข้อมูลตัวอย่าง · ตัวชี้วัดที่ว่าพนักงานเข้าถึงระบบได้ 100% ไม่ได้บอกอะไรเลย เพราะการเปิดสิทธิ์ให้ทุกคนกับการที่ทุกคนใช้ได้จริงเป็นคนละเรื่อง ค่าที่ใช้จริงใน 90 วันคือ 46.7% · พนักงานโรงงาน 1,684 คนซึ่งเป็น 68.5% ของพนักงานทั้งหมด ใช้ช่องทางนี้เพียง 32.2% เพราะไม่มีคอมพิวเตอร์ระหว่างทำงาน ทำให้เรื่องที่ควรทำเองตกไปอยู่กับหัวหน้างานแทน · ระบบเก็บข้อมูลพนักงาน 68 ประเภท แต่เจ้าของข้อมูลเห็นได้ 24 ประเภทหรือ 35.3% · คำขอใช้สิทธิของเจ้าของข้อมูลตอบทันกำหนด 30 วันเพียง 52.9% ซึ่งเป็นกำหนดตาม พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล 2562