ตัวเลขตรงเวลาสองแหล่งที่ไม่ตรงกัน ต่างกันเพราะนับจากจุดเริ่มคนละจุด
ใช้ลายเซ็นรับของเป็นแหล่งเดียว| แหล่งข้อมูล | รถบริษัท | ภายนอก | ถ่วงน้ำหนัก | เริ่มนับจากจุดไหน |
|---|---|---|---|---|
| ที่ผู้ให้บริการรายงานเอง | 95.2% | 91.0% | 92.0% | เวลาที่รับของไปจากคลัง |
| ที่วัดจากลายเซ็นรับของ | 95.2% | 90.8% | 91.8% | วันที่สัญญากับลูกค้า |
| ส่วนต่าง | — | 0.2 จุด | 0.2 จุด | ช่วงรอรถมารับ 0.4 วัน |
| คิดเป็นจำนวนเที่ยว | — | 29 เที่ยว | 29 เที่ยว | — |
ถ่วงน้ำหนักที่วัดจริง (4,320 × 95.2 + 14,330 × 90.8) ÷ 18,650 = 91.8% ✓ ตรงกับหน้า 180 · ที่รายงานเอง (4,320 × 95.2 + 14,330 × 91.0) ÷ 18,650 = 92.0% ✓ ตรงกับค่าถ่วงน้ำหนักของผู้ให้บริการในหน้า 183 · ส่วนต่าง 14,330 × 0.2% = 28.7 → 29 เที่ยว
ผู้ให้บริการไม่ได้รายงานเท็จ เขาวัดในสิ่งที่เขาควบคุมได้ คือเวลาตั้งแต่รับของไปจนถึงส่งถึงปลายทาง — ช่วงที่ของรออยู่ที่คลังรอรถมารับไม่ใช่ความรับผิดชอบของเขา · แต่ลูกค้าไม่ได้แยกแบบนั้น ลูกค้านับจากวันที่บริษัทสัญญาไว้ ตัวเลขที่ใช้คุยกับลูกค้าจึงต้องเป็น 91.8% เท่านั้น · ส่วนต่างเพียง 29 เที่ยวจาก 18,650 ดูเล็ก แต่ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ขนาด ประเด็นคือถ้าปล่อยให้มีตัวเลขสองชุดในระบบเดียวกัน แต่ละฝ่ายจะเลือกใช้ตัวที่เข้าข้างตัวเอง และเมื่อถึงเวลาต่อสัญญาจะเถียงกันด้วยตัวเลขคนละชุด · ระบบจึงยอมรับเวลาลงชื่อรับของเป็นแหล่งเดียว และแสดงตัวเลขของผู้ให้บริการไว้ข้าง ๆ เพื่อให้เห็นว่าต่างกันตรงไหน ไม่ใช่ซ่อนตัวใดตัวหนึ่ง · สิ่งที่ควรเจรจาตอนต่อสัญญาคือให้ผู้ให้บริการยอมรับการวัดจากวันที่สัญญากับลูกค้า แลกกับการที่บริษัทรับประกันว่าของจะพร้อมให้รับภายในเวลาที่ตกลง ซึ่งเป็นข้อผูกพันสองทางที่ยุติธรรมกว่าการโยนภาระไปข้างเดียว
เวลา 2.4 วันใช้ไปกับอะไร ของเคลื่อนที่จริงเพียง 45.8%
| ช่วง | เวลา (วัน) | สัดส่วน | ของเคลื่อนที่หรือไม่ | ใครควบคุม |
|---|---|---|---|---|
| รอจัดของและบรรจุในคลัง | 0.5 | 20.8% | รอ | ฝ่ายคลังสินค้า (โมดูล 09) |
| รอรถมารับ | 0.4 | 16.7% | รอ | ฝ่ายโลจิสติกส์ |
| เดินทางจริง | 1.1 | 45.8% | เคลื่อนที่ | ผู้ให้บริการขนส่ง |
| รอลูกค้ารับและตรวจของ | 0.4 | 16.7% | รอ | ลูกค้าและฝ่ายขาย |
| รวม | 2.4 | 100.0% |
0.5 + 0.4 + 1.1 + 0.4 = 2.4 วัน ✓ ตรงกับหน้า 180 · ของเคลื่อนที่จริง 1.1 ÷ 2.4 = 45.8% · เวลารอรวม 1.3 ÷ 2.4 = 54.2% · 20.8 + 16.7 + 45.8 + 16.7 = 100.0% ✓
ความพยายามลดเวลาส่งมักไปลงที่ช่วงเดินทาง ซึ่งเป็นช่วงที่ลดได้ยากที่สุดและควบคุมโดยคนนอก — ส่วนเวลารอ 1.3 วันที่รวมกันแล้วยาวกว่า อยู่ในมือของบริษัทเองเกือบทั้งหมด · ช่วงรอรถมารับ 0.4 วันเป็นช่วงเดียวที่ฝ่ายโลจิสติกส์ควบคุมได้โดยตรงและยังไม่มีใครวัด เพราะฝ่ายคลังปิดงานเมื่อของพร้อมส่ง และผู้ให้บริการเริ่มนับเมื่อรับของไป ช่วงตรงกลางนี้จึงไม่อยู่ในตัวชี้วัดของใครเลย ซึ่งเป็นช่องว่างแบบเดียวกับที่หน้า 180 พบในเรื่อง OTD · การจัดรอบรถให้ตรงกับเวลาที่ของพร้อมจริง จะลดช่วงนี้ได้โดยไม่ต้องจ่ายเพิ่ม ต่างจากการเร่งเวลาเดินทางซึ่งต้องจ่ายค่าขนส่งด่วน · ช่วงรอลูกค้ารับ 0.4 วันไม่ใช่ความล่าช้าของบริษัท และไม่ควรถูกนับรวมในตัวชี้วัดที่ใช้ประเมินฝ่ายโลจิสติกส์ แต่ยังต้องนับรวมในตัวเลขที่รายงานลูกค้า เพราะเป็นเวลาที่ลูกค้ารู้สึกจริง
การมองเห็นระหว่างทาง 78.4% เป็นเกณฑ์หลวม · ที่รู้จริงคือ 56.9%
| กลุ่ม | เที่ยว | สัดส่วน | ข้อมูลที่มี | รู้ตำแหน่งตลอดทางหรือไม่ |
|---|---|---|---|---|
| รถบริษัท 12 คัน | 4,320 | 23.2% | ตำแหน่งทุก 5 นาที | รู้ |
| ผู้ให้บริการ ก. | 6,291 | 33.7% | ตำแหน่งทุก 30 นาที | รู้ |
| ผู้ให้บริการ ข. | 4,872 | 26.1% | แจ้งตอนรับและตอนส่งเท่านั้น | ไม่รู้ |
| ผู้ให้บริการ ค. | 3,167 | 17.0% | แจ้งตอนรับและตอนส่งเท่านั้น | ไม่รู้ |
| รวม | 18,650 | 100.0% |
4,320 + 6,291 + 4,872 + 3,167 = 18,650 เที่ยว ✓ ตรงกับหน้า 180 และ 183 · รู้ตำแหน่งตลอดทาง 4,320 + 6,291 = 10,611 ÷ 18,650 = 56.9% · ที่มองไม่เห็นระหว่างทาง 4,872 + 3,167 = 8,039 เที่ยวต่อปี
ตัวชี้วัดเดิม 78.4% นับเที่ยวที่มีการแจ้งระหว่างทางอย่างน้อยหนึ่งครั้ง ซึ่งรวมการแจ้งครั้งเดียวตอนกลางทางด้วย — ถ้านับเฉพาะเที่ยวที่รู้ตำแหน่งได้จริงตลอดเส้นทาง เหลือ 56.9% · ทั้งสองตัวเลขถูกต้องตามนิยามของมัน แต่ตัวที่หลวมกว่าถูกเลือกมาแสดงเป็นตัวหลักโดยไม่มีคำอธิบายว่านิยามคืออะไร ซึ่งเป็นรูปแบบเดียวกับที่พบในโมดูลอื่นหลายแห่ง · ผลที่ตามมาจริงคือเมื่อลูกค้าโทรถามว่าของอยู่ไหน มี 8,039 เที่ยวต่อปีที่ตอบไม่ได้นอกจากว่าออกจากคลังแล้ว คิดเป็น 43.1% ของเที่ยวทั้งหมด · การขอให้ผู้ให้บริการ ข. และ ค. ส่งตำแหน่งเป็นเรื่องของสัญญา ไม่ใช่เรื่องเทคนิค ทั้งสองรายมีระบบติดตามของตัวเองอยู่แล้วแต่ไม่ได้ผูกไว้ในข้อตกลง · ควรใส่เป็นเงื่อนไขตอนต่อสัญญารอบหน้าพร้อมกับข้อมูลอุบัติเหตุที่หน้า 182 ขอไว้ และข้อมูลระยะทางเพื่อคำนวณคาร์บอน Scope 3 ที่หน้า 180 ขอไว้ เพราะเป็นการเจรจาครั้งเดียวที่ปิดช่องว่างได้พร้อมกันสามเรื่อง
ตู้ที่โดนค่าปรับค้างท่า ฿3.24M กระจุกที่ 214 ตู้ ไม่ใช่ทั้ง 1,486 ตู้
| สาเหตุที่ตู้ค้าง | ตู้ | ค่าปรับ | เฉลี่ยต่อตู้ | แก้ได้ที่ไหน |
|---|---|---|---|---|
| เอกสารถิ่นกำเนิดสินค้ามาไม่ทัน | 86 | ฿1.42M | ฿16,512 | หน้า นำเข้าส่งออก (185) |
| รอผลตรวจของหน่วยงานอื่น | 52 | ฿0.84M | ฿16,154 | นอกการควบคุม แต่คาดการณ์ได้ |
| นัดรับตู้ไม่ตรงกับคิวรถ | 44 | ฿0.62M | ฿14,091 | หน้า จัดเส้นทาง (181) |
| ลูกค้าเลื่อนวันรับของ | 32 | ฿0.36M | ฿11,250 | ต้องคุยกับฝ่ายขาย |
| รวม | 214 | ฿3.24M | ฿15,140 |
86 + 52 + 44 + 32 = 214 ตู้ ✓ · 1.42 + 0.84 + 0.62 + 0.36 = ฿3.24M ✓ ตรงกับหน้า 183 · 3,240,000 ÷ 214 = ฿15,140 ต่อตู้ · 214 ÷ 1,486 = 14.4% ของตู้ทั้งหมด
เมื่อดูเป็นค่าเฉลี่ยทั้ง 1,486 ตู้ ค่าปรับคือ ฿2,180 ต่อตู้ ซึ่งดูเหมือนต้นทุนเล็ก ๆ ที่กระจายทั่วไป — แต่ความจริงคือ 85.6% ของตู้ไม่โดนปรับเลย และอีก 14.4% โดนเฉลี่ยตู้ละ ฿15,140 · ความแตกต่างนี้เปลี่ยนวิธีแก้ปัญหาทั้งหมด ถ้าเป็นปัญหาที่กระจาย ต้องแก้ที่กระบวนการทั้งระบบ แต่ถ้ากระจุกแบบนี้ ต้องแก้ที่สาเหตุเฉพาะสี่ข้อ · สาเหตุอันดับหนึ่งคือเอกสารถิ่นกำเนิดสินค้ามาไม่ทัน 86 ตู้ คิดเป็น ฿1.42M หรือ 43.8% ของค่าปรับทั้งหมด ซึ่งแก้ได้ด้วยการขอเอกสารล่วงหน้าตั้งแต่ตอนออกใบสั่งซื้อ ไม่ใช่ตอนของมาถึงท่า · 52 ตู้ที่รอผลตรวจของหน่วยงานอื่นอยู่นอกการควบคุม แต่คาดการณ์ได้ ถ้ารู้ว่าสินค้ากลุ่มไหนต้องรอตรวจ ควรเผื่อวันฟรีไว้ตั้งแต่ตอนจองเรือ · รวมสองข้อแรกคือ ฿2.26M หรือ 69.8% ที่ลดได้ด้วยการวางแผนล่วงหน้าอย่างเดียว ไม่ต้องลงทุนอะไรเลย
การใช้ข้อมูลตำแหน่งและหลักฐานการส่งมอบ สิ่งที่ระบบตั้งใจไม่เก็บและไม่ให้ทำ
ข้อมูลตำแหน่งรถที่ผูกกับผู้ขับที่ระบุตัวได้ เป็นข้อมูลส่วนบุคคลตาม พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล 2562 — แม้วัตถุประสงค์ตั้งต้นคือการติดตามสินค้า แต่เมื่อรู้ว่ารถคันไหนใครขับในวันนั้น ข้อมูลตำแหน่งย่อมบอกได้ว่าคนคนนั้นอยู่ที่ไหนตลอดวัน · ระบบจึงเก็บข้อมูลผูกกับทะเบียนรถ และไม่รวมตารางคนขับเข้ากับข้อมูลตำแหน่งในชุดข้อมูลเดียวกัน การเชื่อมสองชุดนี้ต้องขออนุมัติเป็นครั้ง ๆ พร้อมระบุเหตุผล ซึ่งใช้ได้เฉพาะกรณีสอบสวนอุบัติเหตุหรือข้อร้องเรียน และมีบันทึกการเข้าถึงทุกครั้ง · การนำข้อมูลตำแหน่งมาจัดอันดับคนขับหรือใช้ประกอบการพิจารณาค่าตอบแทน ต้องมีฐานทางกฎหมายที่ชัดเจนและต้องแจ้งลูกจ้างล่วงหน้า ซึ่งปัจจุบันบริษัทยังไม่ได้ทำ ระบบจึงปิดการใช้งานลักษณะนี้ไว้ทั้งหมด ไม่ใช่แค่ขึ้นคำเตือน · ภาพถ่ายหลักฐานการส่งมอบที่ติดใบหน้าผู้รับต้องเบลอโดยค่าเริ่มต้น เพราะวัตถุประสงค์คือพิสูจน์ว่ามีการส่งมอบ ไม่ใช่ระบุตัวว่าใครเป็นผู้รับ ซึ่งมีลายเซ็นทำหน้าที่นั้นอยู่แล้ว
ต้นแบบ — ข้อมูลตัวอย่าง · ตัวเลขตรงเวลาที่ผู้ให้บริการรายงานเอง 92.0% สูงกว่าที่วัดจากลายเซ็นรับของจริง 91.8% ส่วนต่าง 29 เที่ยวเกิดจากผู้ให้บริการนับเวลาตั้งแต่รับของไปจากคลัง ไม่ใช่ตั้งแต่วันที่สัญญากับลูกค้า ระบบจึงใช้เวลาลงชื่อรับเป็นแหล่งเดียวเสมอ · จากเวลาส่งเฉลี่ย 2.4 วัน มีเพียง 1.1 วันหรือ 45.8% ที่ของเคลื่อนที่จริง อีก 1.3 วันเป็นการรอในสามจุด · ตัวชี้วัดติดตามได้ตลอดทาง 78.4% ใช้เกณฑ์ที่หลวม ถ้านับเฉพาะเที่ยวที่รู้ตำแหน่งได้จริงตลอดเส้นทางจะเหลือ 56.9% · ค่าปรับตู้ค้าง ฿3.24M ในหน้า 183 เกิดกับตู้เพียง 214 ตู้จาก 1,486 ตู้ เฉลี่ย ฿15,140 ต่อตู้ที่โดนปรับ ไม่ใช่ปัญหาที่กระจายทั้งระบบ · ระบบติดตามตำแหน่งรถ ไม่ใช่ตำแหน่งคน และภาพหลักฐานการส่งมอบเบลอใบหน้าโดยค่าเริ่มต้น